ปรัชญา แนวคิด และทฤษฎีการศึกษา


พื้นฐานทางปรัชญา
ปรัชญาเป็นศาสตร์ที่เป็นรากฐานของศาสตร์ทุกแขนงวิชาในปัจจุบัน
ปรัชญาเป็นกระบวนการใช้ความคิดและหาเหตุผลในการเกิดการดำรงอยู่ และการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง
ปรัชญาช่วยในการตั้งคำถาม ที่นำไปสู่ความพยายามในการหาคำตอบและพัฒนากลายเป็นศาสตร์ทั้งหลายสืบต่อมา
ปรัชญาได้วางรากฐานของวิธีการคิดสามประเภทได้แก่

  • การคิดคาดคะเน speculative
  • การคิดหากฎเกณฑ์ที่พึงจะเป็น prescriptive
  • การคิดวิเคราะห์ analytic

วิชาปรัชญาเน้นการใช้ปัญญาและความคิดเกี่ยวกับ ความจริง คุณค่า และความรู้ แยกเป็นสาขาหลักได้สามสาขา คือ

  • อภิปรัชญา metaphysics สนใจแสวงหาแก่นแท้ของความเป็นจริง อะไรคือแก่นแท้ของความเป็นจริง? อะไรคือสัจจธรรม?
  • จริยศาสตร์ axiology สนใจหาคำตอบเกี่ยวกับคุณค่า ความดี ความงาม
  • ญาณวิทยา epistemology สนใจหาคำตอบเกี่ยวกับความรู้ ความรู้คืออะไร? ความรู้ที่ถูกต้องน่าเชื่อถือเกิดขึ้นได้อย่างไร?

การใช้ความคิดทางปรัชญาเน้นการใช้ ตรรกวิทยา หรือ logic เพื่อการสรุป หาเหตุผลในสิ่งที่นักปรัชญาสนใจ วีธีการสำคัญในการหาข้อสรุป ได้แก่

  • วิธีอุปนัย inductive คือสร้างตรรกะ จากปรากฏการณ์ทั้งหลายเพื่อนำไปสู่กฎเกณฑ์หรือข้อสรุปบางอย่าง
  • วิธีนิรนัย deductive สร้างตรรกะ จากกฎเกณฑ์ ข้อสรุปที่มีอยู่ไปทำนายหรืออธิบายปรากฏการณ์ทั้งหลาย

ปรัชญาและแนวคิดทางการศึกษา
นักปรัชญาได้ให้ความสนใจประเด็นทางการศึกษาตั้งแต่ยุคโบราณ ในยุคแรกความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาในวัยเด็ก โดยเฉพาะลูกหลานของชนชั้นนำ elite
สมัยต่อมาได้ค่อยๆขยายความสนใจไปยังเด็กกลุ่มอื่น และประชากรในวัยผู้ใหญ่ด้วย นักปรัชญาช่วยตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับการศึกษาที่หลากหลาย อาทิเช่น

  • สังคมกับการศึกษามีความสัมพันธ์กันอย่างไร? ถ้าจะพัฒนาให้ก้าวไปพร้อมกันจะทำได้อย่างไร? เริ่มจากที่ใด?
  • อะไรคือเป้าหมายระยะยาวของการศึกษา? อะไรคือเป้าหมายเฉพาะหน้า?
  • แนวทางในการจัดการศึกษาให้ได้ผลดี ควรทำอย่างไร?
  • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และบทบาทของทั้งสองฝ่ายในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน
  • อะไรคือเนื้อหาสำคัญที่ผู้เรียนควรจะเรียนรู้
  • ควรใช้รางวัล การลงโทษ วินัย แค่ไหน? เมื่อไร และทำไม?
  • การเรียนรู้จะเกิดได้อย่างไร? ทำอย่างไรให้การเรียนรู้เกิดได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน?
  • สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมอย่างไรที่เอื้อต่อการเรียนรู้? และอย่างไรที่ขัดขวางการเรียนรู้?
  • ใครบ้างต้องมีส่วนรับผิดชอบในการจัดการศึกษา?
  • รวมถึงคำถามย่อยๆเกี่ยวกับระบบการศึกษา ครู ระบบการบริหาร หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ฯลฯ

ความเป็นศาสตร์ทางด้านการศึกษามีส่วนที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง โดยศาสตร์ทางการศึกษา ใช้ความคิด ความเชื่อ และปรัชญาในการขบคิดและแสวงหาทางออกควบคู่ไปกับการหาคำตอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือการวิจัย ในขณะที่ข้อสรุปของศาสตร์อื่นโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์แสวงหาคำตอบจากการวิจัยหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
แนวคิดในการกำหนดเป้าหมาย แนวทาง โครงสร้าง หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ฯลฯ ทางการศึกษาต้องครอบคลุมในมิติต่างๆดังนี้

  • การบรรยายสภาพตามความเป็นจริง descriptive ที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา
  • การเสนอสภาพที่ควรจะเป็น normative หรือสภาพในอุดมคติ สภาพที่พึงประสงค์ทางการศึกษา
  • การวิเคราะห์แยกแยะ analytic เพื่อทำความเข้าใจการทำงานและความเชื่อมโยงของทุกส่วนย่อยในระบบการศึกษา

ทฤษฎีทางการศึกษา
จากความแตกต่างระหว่างศาสตร์ทางการศึกษา และวิทยาศาสตร์ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ คำว่า “ทฤษฎี” ในศาสตร์ทางการศึกษาจึงมีลักษณะเฉพาะที่เป็นข้อเสนอในเชิงปรัชญาเป็นหลัก บางครั้งจึงใช้ทั้งคำว่า “ทฤษฎีทางการศึกษา” และคำว่า “ปรัชญาการศึกษา” ในความหมายเดียวกัน

ทฤษฎีทางการศึกษาที่สำคัญ

สำนักคิดก้าวหน้านิยม progressivism (หรืออาจเรียกชื่ออื่นได้แก่ experimentalism, pragmatism, instrumentalism, functionalism ) มีผู้นำสำคัญคือ John Dewey เชื่อในโลกของประสบการณ์ ซึ่งหมายรวมถึงการกระทำ ความคิด ความรู้สึก การเกิดประสบการณ์จะเกิดขึ้นจากการกระทำ activity และจากกระบวนการ process ของการกระทำ ที่ใช้ความคิดและความรู้สึกก็จะสะสมกลายเป็นประสบการณ์ experience ซึ่งจะทำให้เกิดความงอกงามทางสติปัญญา intelligence ติดตัวผู้เรียนต่อไป

  • การศึกษาคือการสร้างสรรค์ประสบการณ์ขึ้นใหม่ หรือการปรับปรุงประสบการณ์ขึ้นใหม่ เพื่อให้ประสบการณ์นั้นมีความหมายมากขึ้น และให้มีความสามารถมากขึ้น
  • การศึกษาคือชีวิต มิใช่การเตรียมตัวเพื่อชีวิต
  • การเรียนควรเป็นเรื่องที่เด็กสนใจโดยตรงทีเดียว ครูคอยช่วยแนะนำเด็กให้สนใจในทางที่ถูกที่ควรเท่านั้น เพราะครูมีประสบการณ์มากกว่า โดยเจริญมาเต็มที่กว่า
  • เรียนโดยอาศัยวิธีการแก้ปัญหา สำคัญกว่าจำเนื้อหาสาระต่างๆ
  • ครูมีบทบาทในทางแนะนำ ไม่ใช่สั่งหรือบงการ
  • โรงเรียนควรเป็นสถานที่ช่วยให้เกิดความร่วมมือกัน ไม่ใช่แข่งขันเอาชนะเอาแพ้
  • วิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น ที่ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ทางความคิดและทางบุคลิกภาพอย่างเสรี

สำนักคิดเพื่อปฏิรูปสังคม reconstructionism เน้นให้ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปสังคมในอนาคต ต้องการสร้างคนเพื่อเป็นผู้นำในการสร้างสังคมและระเบียบสังคมใหม่ ให้ความสำคัญเนื้อหาด้านพฤติกรรมศาสตร์ และโรงเรียนชุมชน

  • การศึกษาต้องมุ่งให้เหมาะสมกับกาลสมัย เพื่อหาทางสร้างสรรค์ระบบสังคมขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับคุณค่าพื้นฐานของวัฒนธรรม และให้สอดคล้องกับพลังทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในวิกฤตการณ์อันมนุษย์อาจทำลายโลกเสียได้ง่ายๆ การแก้ไขสภาพสังคมจะอาศัยวิถีทางการเมืองเท่านั้นไม่ได้ จำต้องใช้การศึกษาเพื่อให้สมาชิกในสังคมได้เห็นทางออกใหม่ๆ และต้องเร่งทำเพื่อการนี้
  • เด็ก โรงเรียน การศึกษา เป็นไปตามพลังของสังคมและวัฒนธรรม ต้องเน้นที่สังคมโดยสร้างระบบใหม่ ให้แต่ละคนมีเสรีภาพ ให้ได้ทำในสิ่งที่เขาสามารถอย่างดีที่สุดเพื่อส่วนรวม โดยหาทางลดหรือป้องกันไม่ให้แต่ละคนเอาเปรียบกันได้ในทางจริยธรรม กระบวนการศึกษาจึงเป็นไปเพื่อให้ได้ค้นพบศักยภาพของสังคมยิ่งกว่าศักยภาพส่วนบุคคล
  • ครูต้องสามารถทำให้ศิษย์เห็นพ้องด้วยว่าจำเป็นอย่างรีบด่วนที่จะต้องสร้างสังคมขึ้นมาใหม่ แต่การสร้างสรรค์นี้กระทำได้ด้วยวิถีทางแห่งประชาธิปไตยเท่านั้น แม้ในชั้นเรียนก็ต้องมีการโต้แย้งและหาทางออกกันอย่างเสรี แล้วพยายามให้คนส่วนใหญ่ยอมรับทัศนะเช่นนี้อย่างเปิดเผยด้วย
  • มรรคและผลทางการศึกษาต้องเป็นไปในรูปใหม่ เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ทางวัฒนธรรมในปัจจุบันโดยอาศัยพฤติกรรมศาสตร์เป็นแนวทาง ต้องคิดหาหลักสูตรใหม่ ค้นหาวิชาการใหม่ๆที่จะฝึกครู ให้ครูไปสอนศิษย์ได้อย่างใหม่ สิ่งใหม่ๆเหล่านี้ควรสอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์อันเป็นทฤษฎีที่ตั้งขึ้นจากสมมุติฐานทางเหตุผลและวิทยาศาสตร์

สำนักคิดสาระนิยม essentialism เน้นการศึกษาเล่าเรียนในเรื่องที่เห็นว่าเป็นแก่นสารสาระเท่านั้น เรื่องกิจกรรมและประสบการณ์ที่เสนอโดยสำนักก้าวหน้านิยม progressivism จึงเป็นสิ่งเหลวไหลและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด การเรียนจึงต้องใช้วินัยและความพยายามเป็นหลัก เรื่องของคุณค่าเป็นไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์ที่กำหนด การเรียนรู้เน้นที่เนื้อหาวิชา ผู้เรียนต้องทำงานหนักโดยมีครูเป็นศูนย์กลาง

  • การเรียนนั้น จำต้องเป็นงานหนักและบางครั้งต้องฝืนใจ ระเบียบวินัยจึงจำเป็น จะปล่อยตามความพึงพอใจของผู้เรียนไม่ได้ หากควรให้ศิษย์ยอมอยู่ใต้อำนาจของครูอย่างเต็มใจ ให้ครูควบคุมทางวินัยและให้เป็นผู้นำทางสติปัญญา
  • ความริเริ่มทางการศึกษาอยู่ที่ครูมากกว่าศิษย์ ครูต้องได้รับการฝึกปรือมาเป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงโลกของผู้ใหญ่กับของผู้เยาว์เข้าด้วยกัน และเป็นผู้นำที่ชาญฉลาดด้วย
  • หัวใจของการศึกษาอยู่ที่เอาแต่ละวิชามาผสานกัน โดยให้แต่ละปัจเจกบุคคลสามารถดึงเอาคุณวิเศษในตัวเองออกมาให้ได้เพื่อให้ใช้คุณสมบัตินั้นๆให้เหมาะกับสังคมที่อาศัยอยู่ การวางหลักสูตร ให้ความรู้ ต้องสอดคล้องกับสังคม ช่วยให้เป็นคนที่เหมาะกับโลกปัจจุบันและเตรียมให้เข้าได้กับโลกในอนาคต ประสบการณ์ของสังคมหรือของชาติสำคัญมากกว่าประสบการณ์ของแต่ละปัจเจกบุคคลซึ่งอาจเข้ากับคนส่วนใหญ่ไม่ได้
  • ระบบโรงเรียนควรใช้ระเบียบวินัยที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้และสติปัญญา

สำนักคิดคุณค่าในอดีต perennialism มุ่งย้อนหลังไปหาคุณค่าในอดีต เชื่อว่าวิชาความรู้เป็นสิ่งที่ยั่งยืนถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ความรู้ที่ต้องศึกษาเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกยุคทุกสมัย เนื้อหาของการเรียนเน้นการศึกษาจาก Great Books และวิชาทางศิลปศาสตร์ Liberal Education การแสวงหาความรู้เน้นความเป็นเหตุเป็นผล

  • แม้สภาพแวดล้อมจะแปรเปลี่ยนไป แต่ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมเหมือนกัน การศึกษาควรเป็นไปเพื่อกำจัดความไม่รู้ โดยให้เข้าถึงวิชชาซึ่งย่อมเป็นสากล
  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์คือสติปัญญา จึงควรให้การศึกษาเพื่อให้รู้จักใช้สติปัญญา ครูควรมีสติปัญญาเพื่อสั่งสอนชักนำศิษย์ให้รู้จักใช้ธรรมชาติอันมีในตนไปในทางที่ถูกที่ควร ไม่ปล่อยให้ศิษย์เลือกเรียนอะไร ทำอะไรตามใจปรารถนา เพราะความปรารถนานั้นอาจมาจากกิเลสหรือธรรมชาติฝ่ายต่ำ
  • หน้าที่ประการสำคัญของการศึกษาเป็นไปเพื่อแสวงหาความรู้ในเรื่องสัจจะอันเป็นนิรันดร การศึกษาไม่ได้เป็นไปเพื่อสอนคนให้ปรับตัวเข้ากับสังคม หากปรับตัวให้เข้ากับสัจจะภาวะ
  • การศึกษาไม่ใช่เอาอย่างชีวิต หากเป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต
  • เยาวชนควรเรียนรู้วิชาพื้นฐานบางประการเพื่อให้เรียนรู้ถึงสิ่งซึ่งจริงแท้ถาวร ไม่ควรเลือกเรียนตามสมัยนิยมหรือสิ่งที่คนในวัยนั้นสนใจ หากต้องเรียนวิชาหลัก
  • วิชาหลักที่ควรศึกษาได้แก่ งานนิพนธ์สำคัญทางวรรณคดี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ เพราะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ที่มีสติปัญญาเป็นเลิศในอดีตได้คิดค้นอะไรไว้และเขียนอะไรไว้ บทเรียนในอดีตอาจนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีในปัจจุบัน

สำนักคิดมนุษย์นิยม humanism มีรากฐานจากความคิดของนักจิตวิทยาเช่น A. Maslow กับ C. Rogers ซึ่งมองการพัฒนาในฐานะที่เป็นการพัฒนาตนเองจากภายใน การจัดการเรียนการสอนจึงเป็นการช่วยให้บุคคลรับรู้ตนเองในทัศนะใหม่ เป็นการกระตุ้นให้เกิดการแสวงหา การเลือกสร้างประสบการณ์ กับมีความสุขในการเปลี่ยนแปลง transform ตนเอง

  • มนุษย์มีศักยภาพตามธรรมชาติที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้
  • การเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นชิ้นเป็นอันก็ต่อเมื่อผู้เรียนมองเห็นว่าสิ่งที่เรียนนั้นเหมาะสมกับเป้าหมายทางการเรียนของตน
  • การเรียนรู้ในลักษณะที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนมีลักษณะเป็นการรุกล้ำและมักจะได้รับการต่อต้าน
  • การเรียนรู้ในลักษณะที่เป็นการรุกล้ำอาจได้รับการยอมรับมากขึ้นหากผู้เรียนรู้สึกว่าได้รับการรุกล้ำจากภายนอกน้อยที่สุด
  • เมื่อผู้เรียนรู้สึกว่าการรุกล้ำเกิดขึ้นต่ำ ประสบการณ์ที่ได้รับจะมีการแยกแยะและยอมรับได้มากขึ้น และเกิดการเรียนรู้เป็นชิ้นเป็นอันได้ต่อไป
  • การเรียนรู้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวจะเกิดขึ้นได้โดยการกระทำ
  • การเรียนรู้จะมีได้มากขึ้นเมื่อผู้เรียนได้มีส่วนรับผิดชอบในกระบวนการเรียนรู้
  • การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายริเริ่มเองและมีส่วนร่วมอย่างเบ็ดเสร็จทั้งในด้านความรู้สึกนึกคิดและสติปัญญาจะเป็นการเรียนรู้ที่มีความถาวรมากที่สุด
  • การเป็นตัวของตัวเอง การริเริ่ม และการพึ่งพาตนเองจะมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น หากเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้วิจารณ์และพัฒนาตนเองเป็นหลัก โดยมีการประเมินจากผู้อื่นเป็นเรื่องรอง
  • การเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุดในยุคปัจจุบันได้แก่การเรียนรู้เรื่องกระบวนการเรียน อันเป็นกระบวนการเปิดความคิดให้รับประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง และทำให้กระบวนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดไป
  • หน้าที่ของผู้สอนเปลี่ยนจาก “ครู” กลายไปเป็นผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ facilitator

สำนักคิดสร้างสรรค์นิยม constructivism เป็นสำนักคิด หรือทฤษฎีทางการศึกษาที่มีผู้สนใจค้นคว้าเผยแพร่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน  มีรากฐานจากความคิดของ Jean Piaget ทฤษฎีนี้เชื่อว่ามนุษย์สร้างความรู้และความหมายขึ้นจากประสบการณ์ของตนเอง แม้แต่การเล่นของเด็กก็เป็นส่วนสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาความสามารถทางสมองของเด็ก

  • บุคคลสร้างความรู้ใหม่ให้แก่ตนเองผ่านกระบวนการซึมซับ-assimilation เมื่อความรู้ใหม่สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดเดิม หรือผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยน-accommodation หากประสบการณ์ใหม่ขัดแย้งกับความรู้สึกนึกคิดเดิม ความล้มเหลวในการใช้ประสบการณ์เดิมทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการสร้างความรู้สึกนึกคิดใหม่ ความรู้ดังกล่าวต้องไม่แยกส่วน แต่บูรณาการเข้าอย่างเป็นองค์รวม
  • การเรียนรู้จากการกระทำ active learning หรือ learning by doing ช่วยสร้างความรู้ใหม่ให้แก่บุคคล แต่การกระทำหรือเนื้อหาต้องเป็นเรื่องที่ผู้เรียนสนใจหรือเป็นปัญหาและมีความหมายต่อผู้เรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง situated learning ต่อไป
  • ผู้เรียนแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะ มีภูมิหลัง พื้นฐานทางวัฒนธรรม และโลกทัศน์ของตนเอง จึงต้องส่งเสริมให้ใช้ลักษณะเฉพาะดังกล่าวในกระบวนการเรียนรู้
  • ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมโดยรอบช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดของบุคคล
  • ความรับผิดชอบในการเรียนรู้เป็นเรื่องของผู้เรียนเป็นหลักเพื่อสร้างความหมายและความเข้าใจใหม่ๆของตนเอง
  • แรงจูงใจในการเรียนรู้เป็นแรงจูงใจภายในที่เกิดจากความมั่นใจในตัวเองของผู้เรียนในการลงมือแก้ปัญหาที่ท้าทายและเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
  • หน้าที่ของครูคือเป็นผู้ส่งเสริมการเรียนรู้-facilitator ให้ผู้เรียนแต่ละคนสร้างความเข้าใจจากมุมมองของตนเอง หน้าที่ของผู้ส่งเสริมการเรียนรู้คือช่วยตั้งคำถาม ให้การสนับสนุนจากเบื้องหลัง ช่วยให้แนวทางและสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ผู้เรียนได้ข้อสรุปของตนเอง และเป็นการสื่อสารสองทาง
  • สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะต้องออกแบบให้สนับสนุนและสร้างความท้าทายในการเรียนรู้ในเวลาเดียวกัน
  • กระบวนการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและความเข้าใจ ที่ฝ่ายผู้เรียนเป็นผู้กระทำร่วมกัน เพื่อค้นพบหลักการ ความคิด และข้อเท็จจริงต่างๆรวมทั้งการสร้างความหมายต่อสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง การแลกเปลี่ยนและการลงมือกระทำนำไปสู่การพัฒนาทางสติปัญญาที่สำคัญที่สุด
  • ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ทั้งครูและผู้เรียนต่างก็เรียนรู้จากกันและกัน ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การให้คุณค่า และภูมิหลังของแต่ละฝ่ายช่วยพัฒนาความรู้ ความคิด และความหมายให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเรียน
  • ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง งานที่กระทำ ครู กับผู้เรียน และระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองเป็นสาระสำคัญของกระบวนการเรียนรู้

ทัศนะของกลุ่มที่ต้อการเห็นการปฏิรูป reformists มีนักคิดและนักส่วนหนึ่งของชุมชนวิพากษ์สังคมจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษาที่มีมาแต่เดิม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและได้เสนอทางออกบางประการในการจัดการศึกษาไว้ดังนี้
N. Bennet ให้ข้อเสนอบางประการในการจัดการศึกษาว่า

  • การศึกษาจะต้องครอบคลุมทั้งผู้ใหญ่และเด็ก
  • การศึกษาควรเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมให้มากทั้งในฐานะผู้สอนและผู้เรียน ควรออกแบบเพื่อช่วยแก้ปัญหารีบด่วนที่ชุมชนนั้นๆเผชิญอยู่ และใช้ทรัพยากรทางการศึกษาเท่าที่มีในชุมชนนั้นทั้งหมด
  • ควรสร้างหลักสูตรที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับความเป็นจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ในการร่างรายละเอียดหลักสูตรนั้น ควรเน้นการมีส่วนร่วมให้มาก ทั้งผู้ที่ออกแบบและผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากหลักสูตร
  • ควรเน้นเรื่องการสอบให้น้อยที่สุด รวมทั้งการคัดเลือกเพื่อก้าวขึ้นไปยังชั้นสูงขึ้นไป
  • “ครูผู้สอน” ไม่ควรเป็นเพียงครูอย่างเดียว แต่ควรมีทักษะที่สอดคล้องกับปัญหาของชุมชนนั้นๆ และก็ไม่จำเป็นว่าครูเหล่านี้จะต้องเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาปกติเสมอไป
  • ระบบการศึกษาใหม่นี้ควรออกแบบขึ้นมาเพื่อชี้ให้คนเห็นว่าทำอย่างไรจะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้โดยที่ยังอาศัยในชุมชนนั้นๆ

P. Freire เสนอว่าการศึกษาจะต้องเป็นเครื่องมือท้าทายให้เกิดความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อขยายขอบเขตการรับรู้ของบุคคลออกไป และสร้างความรู้สึกใหม่ที่พร้อมและผูกพันตนเองให้เผชิญกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยรอบ

    • สังคมที่มีการกดขี่ในอดีตเป็นผลมาจากการสั่งสอนอบรม ให้ผู้ถูกกดขี่ยอมจำนนและยอมรับสภาพดังกล่าวโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ระบบการศึกษาที่ผ่านมาก็มักจะย้ำและสนับสนุนให้คนยอมรับสภาพนั้นต่อไป
    • เมื่อกระบวนการศึกษาในอดีตเป็นเครื่องมือของการกดขี่ ก็ต้องใช้กระบวนการศึกษาเองเป็นเครื่องมือปลดปล่อย แต่การศึกษาที่จะเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยก็ต้องมีลักษณะตรงกันข้ามกับระบบการศึกษาเดิม
    • การศึกษาแบบใหม่จะต้องช่วยให้ผู้เรียนตระหนักถึงสภาพและสาเหตุของปัญหาของตน มองสังคมโดยรอบด้วยสายตาวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปสังคม ที่เดิมได้ปฏิเสธโอกาสของคนเหล่านี้
    • การศึกษาที่จะสร้างความตระหนักและความรับผิดชอบต่อตนเองและโลกโดยรอบได้จะต้องใช้วิธีการ praxis  คือการใช้ความคิด reflective thinking และการลงมือปฏิบัติ action สลับและผสมผสานกัน
    • กระบวนการศึกษาใหม่นี้มีผู้เรียนเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำอย่างในอดีต
    • การศึกษาจะต้องไม่แยกระหว่างผู้รู้หรือผู้มีฐานะเหนือกว่า-คือครู กับผู้ที่รู้น้อยหรือมีฐานะต่ำกว่า-คือผู้เรียน ออกจากกัน แต่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีความเท่าเทียมกัน
    • วิธีการจัดการเรียนการสอนเน้นการเสวนาระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน โดยเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และลงมือแก้ปัญหาร่วมกัน

     

    Author : Assoc. Prof. Chukiat Leesuwan

    Update : 20/5/2013

    Share

    Comments

    Write A Comment

     

Mahatma Gandhi


"จงพาข้าจากอสัตย์ไปสู่ความสัตย์ จากความมืดไปสู่ความสว่าง จากมฤตยูไปสู่อมตภาพ"

Continue Reading »

Favorite books


ฉบับนี้พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2459 มีทั้งภาคผนวก อักษรานุกรม ขยายคำย่อ วิทษยานุกรม และไขความเป็นหนังสือที่รวบรวมวรรณคดี ที่น่ารู้ เช่น

Continue Reading »